วันอาทิตย์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2554

blog

BlogGang Popular Award ครั้งที่ 7

ผ่าน การประกาศผล BlogGang Popular Award ครั้งที่ 6 ไปแล้ว
จะขอแจ้งราย ละเอียด การประกวด BlogGang Popular Award ครั้งที่ 7 เลยนะคะ
เนื่องจาก มีปรับเปลี่ยนวิธีการโหวตแบบใหม่ โดยจะเก็บรวบรวมคะแนนตลอดทั้งปี
ไม่ ได้รอโหวตแค่ช่วงปลายปีเช่นเดิม และจะเริ่มให้โหวต BlogGang Popular Award ครั้งที่ 7 กันได้เลยค่ะ

การประกวด BlogGang Popular Award ครั้งที่ 7 ประจำปี 2554 นี้
จะเป็นการโหวตที่อาจจะเหนื่อยคนโหวต และมีวิธีการคิดคะแนนที่ซับซ้อนหน่อยนะคะ
เพราะจะไม่ใช่แค่สรุปเลือกโหวต ให้ Blogger คนใดสาขาใด เหมือนทุกปี
ทีมงานตั้งใจอยากให้ การประกวดครั้งใหม่นี้
เป็นการโหวตที่พิจารณาเนื้อหาของ Blog ที่มีอยู่จริง ในแต่ละสาขาเนื้อหาหลักๆ ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
โดยจะเก็บ คะแนน จากเนื้อหา Blog ที่แต่ละ Blogger เขียนในช่วงปี 2554 แล้วได้รับการโหวต
Blog เรื่องใด Entry ไหน ถูกใจได้โหวต จึงจะนำมาคิดคะแนนสะสมทั้งปี
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ยิ่งเขียนหลายๆ หัวข้อ แล้วจะชนะนะคะ
เพราะจะมีเกณฑ์การคิดคะแนน มาช่วยประเมินอย่างเหมาะสมอีกส่วนหนึ่งค่ะ

ดังนั้นเรื่องกติกาและการ คิดคะแนน จะมีรายละเอียดเยอะหน่อยนะคะ
โดยทีมงานจะขอลองใช้เกณฑ์ที่คิด ขึ้นใหม่
ทั้งเพื่อป้องกันเรื่องการปั่นโหวต และช่วยคัดกรองให้ได้คะแนนที่ได้มาตรฐาน
เพื่อหาผู้ชนะการโหวต BlogGang Popular Award ครั้งที่ 7
มาดูกติกาและวิธีคิดคะแนนกันค่ะ

กติกา และวิธีการโหวต

- ผู้ที่มีสิทธิ์โหวต คือสมาชิก BlogGang ที่่ยืนยันบัตรประชาชนแล้วเท่านั้น

- เนื้อหา Blog ที่มีสิทธิ์ได้คะแนนโหวต คือ แต่ละเรื่อง Blog หรือแต่ละ Entry ที่เขียนเพิ่มใหม่ในปี 2554
สังเกตได้ว่า จะมีสัญลักษณ์ ท้ายเนื้อหา Blog ที่สามารถโหวตได้ เพื่อให้คลิกโหวต
คือ จะเก็บคะแนนโหวต แยกตามหัวข้อ Blog เลย ว่าแต่ละเรื่อง มีใครโหวตให้บ้าง
ขอย้ำว่าไม่เหมือนการโหวตปี เก่า ที่เคยให้เลือกโหวตคน แต่ครั้งนี้จะเป็นการโหวตเนื้อหา
ดังนั้นการ โหวต ให้พิจารณาว่าชอบเนื้อหาเรื่องใดจึงโหวตเรื่องนั้น
ไม่ใช่แค่เข้าไป หน้าหลักของ Blogger คนนั้นแล้วก็โหวตนะคะ
ต้องคลิกโหวตในหน้าเนื้อหา Blog ที่ต้องการโหวตโดยตรง เพราะจะมีผลกับการคิดคะแนนภายหลังค่ะ

- การโหวตให้เลือกหมวดเนื้อหาของ Blog ที่โหวตด้วย และโหวต Blog แต่ละหัวข้อ ได้เพียง 1 หมวดเนื้อหาเดียวเท่านั้น
คือ หากโหวต Blog หัวข้อเดิม แต่เปลี่ยนหมวดสาขาใหม่ จะถือหมวดเนื้อหาตามการโหวตครั้งสุดท้าย

- การดูเวลานาฬิกา ถือตามเวลา server ของ BlogGang
คือ ที่ระบุว่า แต่ละวัน หรือ ภายในวันเดียวกัน นั้นคืออ้างอิงตามเวลา server ของ BlogGang

- แต่ละคน โหวตได้วันละไม่เกิน 3 หัวข้อ Blog และไม่สามารถขอใช้สิทธิ์ย้อนหลังได้
คือ ต้องเลือกว่าในแต่ละวัน อยากโหวตให้ Blog หัวข้อใดบ้าง
โดยเลือกเพียงที่ชอบมากที่สุดไม่เกิน 3 หัวข้อ จะโหวตให้ Blog ของวันเก่า ไม่ใช่ Blog ของวันปัจจุบันก็ได้

- แต่ละวัน โหวตได้เพียงหมวดเนื้อหาละ 1 หัวข้อ Blog เท่านั้น
คือ แต่ละวันต้องเลือกโหวตหัวข้อ Blog ที่ชอบมากที่สุด ในหมวดเนื้อหานั้นจริงๆ
หรือ อีกความหมายหนึ่ง คือ เลือกโหวตได้เพียงวันละ 3 หมวดเนื้อหานั่นเอง

- โหวตให้ Blog ของ Blogger คนเดียวกัน ได้เพียงวันละ 1 หัวข้อ Blog เท่านั้น
คือ ถึงจะชอบ Blog ของคนเดียวกัน หลาย Blog ก็โหวตให้คนเดิม ได้เพียงแค่วันละ 1 หัวข้อ
หรืออีกความหมายหนึ่ง คือ แต่ละวัน เลือกโหวตให้ได้ไม่เกิน 3 คน

- ไม่สามารถโหวตให้ Blog ของตัวเองได้

- เปลี่ยนการโหวตได้ภายในวันเดียวกันเท่านั้น บันทึกผลเฉพาะ 3 หัวข้อ Blog ที่โหวตล่าสุดในแต่ละวัน
คือ สามารถเปลี่ยนหัวข้อที่จะโหวต หรือเปลี่ยนหมวดเนื้อหาของ Blog ที่โหวตไปแล้ว หรือเปลี่ยนไปโหวตให้ Blog คนอื่นแทนก็ได้

- ดูรายการ Blog ที่โหวตแล้วในแต่ละวัน ได้ตอนหลังโหวตทันที หรือดูย้อนหลังทั้งหมดได้ในหน้าจัดการของตัวเอง

- ไม่สามารถโหวตซ้ำ หรือเปลี่ยนหมวดเนื้อหา หัวข้อ Blog ที่ถูกบันทึกว่าเป็นผลการโหวตของตัวเอง ในวันที่ผ่านมาแล้วได้

เช่น คุณโหวต Blog หัวข้อเรื่อง "งาน ฟลอ ร่า แฟน ตา เซีย" เป็น 1 ใน 3 Blog ของวันที่ผ่านมาแล้ว วันอื่นๆ คุณจะโหวตหัวข้อ "งาน ฟลอ ร่า แฟน ตา เซีย" ไม่ได้อีก ถึงแม้ว่าจะเพื่อเปลี่ยนหมวดเนื้อหาก็ไม่ได้


- เกณฑ์การพิจารณาว่าเนื้อหา Blog ใดควรได้รับการโหวตหรือไม่ ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละคน

เช่น บางคนอาจจะไม่โหวตให้ Blog ที่ไม่ได้สร้างสรรค์ขึ้นเอง แต่เป็นเพียงการคัดลอกเนื้อหามาเผยแพร่
หรือ ต้องการโหวตให้ ถึงแม้จะเป็นการคัดลอกมาบอกต่อ แต่เห็นว่าเป็น Blog ที่มีประโยชน์ที่สุดแล้วในหมวดเนื้อหานั้น
ทีมงานให้สิทธิ์กับผู้โหวต พิจารณาโหวตได้ตามต้องการ


- ทีมงานขอสงวนสิทธิ์ไม่นับคะแนนโหวตของ Blog ที่โหวตผิดหมวดเนื้อหา

- อาจจะมีการเปิดเผยรายชื่อผู้ที่โหวตในแต่ละหัวข้อ Blog ในภายหลัง

- การตัดสินของทีมงาน BlogGang.com ถือเป็นอันสิ้นสุด

การคิดคะแนน

- 1 โหวต 1 คะแนน ทุกโหวตคะแนนเท่ากัน

- นับคะแนนโหวตจากคนโหวตคนเดียวกัน ในแต่ละหัวข้อ Blog เพียง 1 คะแนนเท่านั้น

- คิดคะแนนโหวตเฉพาะหัวข้อ Blog ที่มีคะแนนโหวตอย่างน้อย 5 คะแนน
คือ มีคนโหวตอย่างน้อย 5 คนนั่นเอง

- คิดคะแนนจากเพียง 50 หัวข้อ Blog/หมวดเนื้อหา ที่มีผู้โหวตสูงสุด ของแต่ละ Blogger

เช่น ตลอดทั้งปี มีคนโหวตให้ A ในหมวดท่องเที่ยว รวมทั้งหมด 60 หัวข้อ Blog
และ ทั้ง 60 หัวข้อ Blog นั้น มีคนโหวตให้มากกว่าหัวข้อละ 5 คน
ระบบจะคิด คะแนนจากเพียง 50 หัวข้อ Blog ที่มีผู้โหวตสูงสุดเท่านั้น

หรือเช่น

ตลอด ทั้งปี มีคนโหวตให้ B ในหมวดท่องเที่ยว รวมทั้งหมดจำนวน 30 หัวข้อ
และ ทั้ง 30 หัวข้อ Blog นั้น มีคนโหวตให้มากกว่าหัวข้อละ 5 คน
ระบบจะคิด คะแนนจากทั้ง 30 หัวข้อ Blog นั้น


- คิดคะแนนโหวตรวมจากผู้โหวตคนเดิม ที่โหวตให้ Blogger แต่ละคน สูงสุดไม่เกิน 5 คะแนน/หมวดเนื้อหา/เดือน

เช่น A โหวตให้ B ในหมวดท่องเที่ยว ในเดือน ม.ค. รวมทั้งหมด 10 คะแนน
ถ้า 10 คะแนนนั้น เป็นคะแนนจากใน 50 หัวข้อ Blog ของ B ที่มีผู้โหวตสูงสุด
จะนับว่า B ได้คะแนนโหวตในหมวดท่องเที่ยว ในเดือน ม.ค. จาก A จำนวน 5 คะแนน

หรือ เช่น

C โหวตให้ B ในหมวดท่องเที่ยว ในเดือน ม.ค. รวมทั้งหมด 4 คะแนน
ถ้า 4 คะแนนนั้น เป็นคะแนนจากใน 50 หัวข้อ Blog ของ B ที่มีผู้โหวตสูงสุด
จะนับว่า B ได้คะแนนโหวตในหมวดท่องเที่ยว ในเดือน ม.ค. จาก C จำนวน 4 คะแนน


- ทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดการคิดคะแนนภายหลัง โดยยังคงยึดตามแนวทางเดิม

เช่น เปลี่ยนจากคิดคะแนนโหวตเฉพาะหัวข้อ Blog ที่มีคะแนนโหวตมากกว่า 5 คะแนน เป็น 10 คะแนน หากเห็นว่ามีการดึงคนมาปั่นโหวตกัน
หรือ
หากตลอดทั้ง ปีมีการเขียน Blog กันเยอะ อาจจะเปลี่ยนจาก
คิดคะแนนจากเพียง 50 หัวข้อ Blog/หมวดเนื้อหา ของแต่ละคน
เป็น คิดคะแนนจาก 70 หัวข้อ Blog/หมวดเนื้อหา เป็นต้น


ดังนั้น รายละเอียดการคิดคะแนนที่แจ้งไปข้างต้น จำนวนที่กำหนดต่างๆ อาจจะเปลี่ยนแปลงได้

- Blogger ที่ได้คะแนนรวมในแต่ละหมวดเนื้อหามากที่สุด จะเป็นผู้ที่ชนะเป็น The Best ในแต่ละสาขาเนื้อหา ของการประกวด BlogGang Popular Award ครั้งที่ 7

- ทางเว็บขอสงวนสิทธิ์ไม่ประกาศผลหรือมอบรางวัล ในหมวดเนื้อหาที่ผู้ได้คะแนนโหวตมากที่สุด รวมไม่ถึง 250 คะแนน




จาก วิธีการคิดคะแนนข้างต้นนี้
สรุปคือ คนที่เขียน Blog อย่างต่อเนื่อง และมีคนโหวตให้ต่อเนื่องทุกเดือน
จะมีโอกาสชนะการโหวตนั่นเองค่ะ

ดูๆ รายละเอียดอาจจะเยอะ จำได้บ้างไม่ได้บ้าง ไม่เป็นไรค่ะ
เรื่องการคิด คะแนน ทางเว็บจัดการเองค่ะ
ให้สนใจแค่ว่า

สำหรับ คนโหวต
- ถ้าจะใช้สิทธิ์อย่างเต็มที่ ให้โหวตหัวข้อ Blog ที่คุณชอบ และตรงหมวดเนื้อหา วันละ 3 หัวข้อ Blog เลย
ถ้าวันไหนโหวตไม่ครบ 3 หัวข้อแล้ว จะไปขอใช้สิทธิ์ย้อนหลังไม่ได้นะคะ
- โหวตได้ทุกวัน ถ้าวันนี้ใช้สิทธิ์ไปครบแล้ว แต่ยังมี Blog อื่นๆ ที่อยากโหวตอีก ให้รอโหวตในวันถัดไปแทน
- จะโหวตให้หัวข้อ Blog ใด พิจารณาให้ดีก่อน ถ้าบันทึกเป็นผลการโหวตของวันไปแล้ว แก้ไขทีหลังไม่ได้นะคะ
- ทางเว็บอาจจะเปิดเผย ว่ามีใครโหวตให้หัวข้อใดบ้างในภายหลัง ดังนั้นการโหวตเล่นๆ หรือปั่นโหวต อาจจะถูกเปิดเผยในภายหลังนะคะ
- กรณีที่หน้า Blog ที่คุณต้องการโหวต มี แสดง แต่คลิกโหวตไม่ได้ นั่นแสดงว่ามี code ที่ผิดพลาดในหน้า Blog
จึงส่งผล ให้โปรแกรมโหวตไม่สามารถทำงานได้ กรุณาแจ้งปัญหากับเจ้าของ Blog นะคะ

สำหรับ คนเขียน Blog
- เขียน Blog อย่างต่อเนื่องและตรงใจคนอ่าน หากเขียนน้อยกว่าสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ก็จะมีโอกาสได้คะแนนโหวตน้อยกว่าคนอื่น
- การเปลี่ยนแปลง Blog โดยการย้าย group หรือเขียนแล้วลบทิ้ง
จะมีผลทำ ให้คะแนนโหวตที่เคยได้ไม่หายไป แต่คะแนนที่ได้จะไม่ต่อเนื่องนะคะ
- การเปลี่ยนชื่อเว็บ หรือเปลี่ยนชื่อสมาชิก จะมีผลต่อคะแนนโหวต เพราะระบบจะมองเป็นคนละคนนะคะ
- กรณีที่หน้า Blog ของคุณมี แสดง แต่คลิกโหวตไม่ได้ นั่นแสดงว่ามี code ที่ผิดพลาดในหน้า Blog ของคุณ
จึง ส่งผลให้โปรแกรมโหวตไม่สามารถทำงานได้ หากต้องการให้โหวตได้ คุณต้องแก้ไข code ก่อนนะคะ

ทั้งนี้หมวดเนื้อหาที่มีให้เลือกโหวต ทางเว็บเลือกเฉพาะหมวดเนื้อหาหลักๆ นะคะ
ดูรายละเอียดแต่ะหมวดเนื้อหา ตอนโหวตได้เลยค่ะ
และจะมีบางสาขารางวัล ที่จะจัดให้โหวต แยกต่างหาก เช่น
The Best of Blog หรือ Best Design Blog หรือ Best Friendly Blogger
ซึ่ง จะแจ้งรายละเอียดให้ทราบเพิ่มเติมภายหลังนะคะ

ความรู้ทางวิทยาศสตร์

การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

การโคลนนิ่งพืช
การ เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช(Plant  Tissue  Culture) 
ประวัติการเพาะ เลี้ยงเนื้อเยื่อพืช               
การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชเริ่มต้นใน ปี ค..1902  โดย Haberlandt  นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันได้ทำการแยกเซลล์พืชมาเลี้ยง  เพื่อจะทำการศึกษาคุณสมบัติของเซลล์  แต่ยังไม่ประสบ ผลสำเร็จจนถึงระดับเซลล์มีการแบ่งตัว  เพียงแต่พบว่าเซลล์มี การขยายขนาดขึ้นเท่านั้น  ในปี ค..1930  ได้มีการพัฒนาการเลี้ยงเซลล์ที่แยกมาจากรากของพืชหลายชนิดโดย เลี้ยงในสภาพปลอดเชื้อ  ต่อมาในปี ค.. 1938  สามารถเพาะเลี้ยงอวัยวะ( Organ ) และ แคลลัส ( Callus ) ของพืชได้หลายชนิดและนับตั้งแต่นั้นเป็น ต้นมา  เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชได้มีการพัฒนาไป ได้อย่างกว้างขวาง และมีการค้นพบเทคนิคใหม่ๆอีกมากมาย ซึ่งสามารถทำการเพาะเลี้ยงพืชเซลล์เดี่ยวๆและโปรโตพลาสต์ของพืชได้หลายชนิด  รวมทั้งการใช้เทคนิคทางเทคโนโลยีชีวภาพ เช่น การตัดต่อยีนส์  การถ่ายยีนส์ ฯลฯ เทคนิค การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชจึงมีบทบาทสำคัญต่อวิทยาการแขนงอื่นๆ เช่น ชีวเคมี  พันธุศาสตร์  การปรับปรุงพันธุ์พืช  โรคพืช  และเภสัชศาสตร์ เป็นต้น 
การเพาะเลี้ยงเนื้อ เยื่อพืช คืออะไร                คือการนำเอาส่วนใดส่วนหนึ่งของพืช เช่น อวัยวะ  เนื้อ เยื่อ  และเซลล์มาเลี้ยงในอาหารสังเคราะห์  ซึ่ง ประกอบด้วยแร่ธาตุ  น้ำตาล  ไวตามินและสารควบ คลุมการเจริญเติบโต  ในสภาพปลอดเชื้อจุลินทรีย์  โดย มีการควบคุมสภาพแวดล้อม  เช่น อุณหภูมิ  แสง และความชื้น  ส่วนต่างๆของพืชเหล่านี้จะสามารถเจริญเติบโตเป็น ต้นใหม่  โดยอาศัยคุณสมบัติพิเศษของเซลล์พืชที่สามรถเจริญเติบ โต  พัฒนาไปเป็นต้นใหม่ได้ หรือที่เรียกว่า โคลนนิ่ง 
ประโยชน์ของ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช               
1.เพื่อการผลิตต้นพันธุ์พืชปริมาณมากใน ระยะเวลาอันรวดเร็ว  โดยอาศัยอาหารสูตรที่สามารถเพิ่มจำนวนต้น เป็นทวีคูณ               
2.เพื่อ เป็นการผลิตพืชที่ปราศจากโรค  ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย  เชื้อรา และเชื้อไวรัส  เพราะการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ พืชจะใช้ส่วนที่เป็นเนื้อเยื่อที่เจริญที่อยู่ที่บริเวณปลายยอดของลำต้นและ เนื้อเยื่อคัพภะ (Embryo) ซึ่งถือว่าปลอดจากเชื้อไวรัสมากที่ สุด               
3.เพื่อ เป้นการปรับปรุงพันธุ์พืช  โดยการชักนำให้เกิดการกลายพันธุ์ แล้วคัดเลือกเอาสารพันธุ์ที่ดีไว้  ซึ่งอาจทำได้โดยการใช้สาร เคมี  การฉายรังสี  การติดต่อยีนส์  และ การย้ายยีนส์               
4.เพื่อการ ผลิตพืชพันธุ์ต้านทาน  โดยการเพาะเลี้ยงในอาหารที่มีเงื่อนไข ต่างๆ  เช่น การสร้างพันธุ์ต้านทานต่อสารพิษของโรค  ต้าน ทานต่อแมลง  ต้านทานต่อยากำจัดวัชพืช ฯลฯ               
5.เพื่อการผลิตพันธุ์พืชทนทาน  โดย การคัดสายพันธุ์ทนทานจากการจัดเงื่อนไขของอาหารและสภาวะแวดล้อม  เช่น การคัดสายพันธุ์พืชทนเค็ม  สายพันธุ์ทนต่อดินเปรี้ยว  เป็น ต้น               
6.เพื่อ การผลิตยาและสารเคมีจากพืช  พืชบางชนิดมีคุณสมบัติทางยาแต่บาง ครั้งปริมาณยาที่สกัดอยู่ในเนื้อสารมีปริมาณน้อย  จึงต้องมี การปรับสภาพแวดล้อมและอาหารที่เหมาะสม ก็อาจชักนำให้เกิดการสังเคราะห์สารที่เราต้องการได้มากขึ้น               
7.เพื่อการศึกษาทางชีวเคมีและสรีรวิทยา ของพืช               
8.เพื่อ การเก็บรักษาพันธุ์พืช  ซึ่งปัจจุบันนี้มีพืชหลายชนิดสูญ พันธุ์ไปเนื่องจากสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลง  วิธีการเก็บรักษา พืชพรรณต่างๆ ไว้ในหลอดทดลองจะทำให้พืชมีอัตราการเจริญเติบโตที่ช้ามาก  ทำให้ประหยัดเวลา  แรงงาน และอาหาร  จน กว่าเมื่อใดเราต้องการพืชชนิดนั้นๆจึงนำมาขยายเพิ่มจำนวนได้ 
การเพาะเลี้ยงเนื้อ เยื่อพืชประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญ 6 ขั้นตอน               
1.การเตรียมอาหารสำหรับการเพาะเลี้ยง เนื้อเยื่อพืช  ซึ่งประกอบด้วย  สารกลุ่ม อนินทรีย์ และสารกลุ่มอินทรีย์               
2.การ คัดเลือกเนื้อเยื่อพืช  การเลือกเนื้อเยื่อที่ดีได้ส่วนที่ถูก ต้องจะทำให้เกิดการฟอกฆ่าเชื้อและการชักนำให้เกิดต้นประสบความสำเร็จสูง
3.การฟอกฆ่า เชื้อ  เป็นการทำให้ชิ้นส่วนของพืชปลอดเชื้อ  โดย การใช้สารเคมี  ได้แก่ยาระงับเชื้อ และยาทำลายเชื้อ  ซึ่ง จะทำหน้าที่ให้ส่วนประกอบที่สำคัญของจุลินทรีย์เสียไป ก่อนที่จะนำมาเพาะเลี้ยงในอาหาร
4.การขยาย พันธุ์เพิ่มจำนวน  ต้นพืชที่ได้จากการชักนำให้ เกิดต้นจะมีความเยาว์วัย ( juveniliti )  สามารถ ที่จะชักนำให้เกิดต้นจำนวนมากได้ง่าย  โดยทำการเพาะเลี้ยงใน อาหารที่มีสารควบคุมการเจริญเติบโตกลุ่มไซโตไคนิน
5.การชักนำ รากพืช  ต้นพืชที่ได้จากการเพิ่มจำนวนต้นสามารถชักนำให้เกิด รากในอาหารที่มีสารควบคุมการเจริญเติบโตกลุ่มออกซิน  ซึ่งจะ ส่งเสริมการเกิดรากและยับยั้งการเกิดยอด6.การย้ายออก ปลูก  ซึ่งต้องการปรับสภาพของต้นพืชให้คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อม ภายนอกประมาณ 2-4 สัปดาห์  จะทำให้ลดเปอร์เซนต์ ของการตายของ

แก้ข้อสอบ

แก้ข้อสอบ

                                                        เเก้ข ้อสอบ
 
1. วัตถุก้อนหนึ่งมวล  80  N   ผูกไว้กับเชื่อเบายาว 1 เมตร   เมื่อออกแรงดึงวัตถุในทิศขนานกับพื้นระดับจนเชื่อกทำมุม  30 0  กับแนวดิ่ง  จงหาขนาดของแรงดึง  และตึงในเส้นเชือก 




2. วัตถุหนัก 50  N วางอยู่บน พื้นราบมีค่าสัมประสิทธิ์ความเสียดทาน 0.5 ถ้าออกแรงดึงวัตถุนี้ในทิศทำมุม 60 0 กับพื้นระดับปรากฏว่าวัตถุเริ่มจะเคลื่อนที่พอดี จงหาขนาดของแรงดึง  และแรงปฎิกิริยาของพื้น 



 
 

นานาสาระ

ตำนานดอกกุหลาบ

ดอกกุหลาบ                กุหลาบเป็นดอกไม้ที่นิยมปลูกไว้ชื่นชมมาแต่ โบราณ ประมาณกันว่ากุหลาบเกิดขึ้นเมื่อกว่า 70 ล้านปีมาแล้ว เคยมีการค้นพบฟอสซิลของกุหลาบใน รัฐโคโลราโด และ รัฐโอเรกอน ประเทศสหรัฐอเมริกา และได้พิสูจน์ว่ากุหลาบป่าเป็นพืชที่มีอายุถึง 40 ล้านปี แต่กุหลาบป่าสมัยโลกล้านปีนี้ มีรูปร่างหน้าตาไม่เหมือนกุหลาบสมัยนี้ เนื่องจากมนุษย์ได้นำเอากุหลาบป่ามาปลูกและผสมพันธุ์ ขยายพันธุ์เป็นพันธุ์ต่างๆ มากมาย

               ความจริงแล้วกำเนิดของกุหลาบหรือกุหลาบป่านี้มีเฉพาะในแถบบริเวณเหนือเส้น ศูนย์สูตรของโลกเท่านั้น คือกำเนิดในภาคกลางของทวีปเอเชีย แล้วแพร่ขยายพันธุ์ไปตลอดซีกโลกเหนือ ไม่ว่าจะเป็นแถบที่มีอากาศหนาวจัดอย่าง อาร์กติก อลาสก้า ไซบีเรีย หรือแถบอากาศร้อนอย่าง อินเดีย แอฟริกาเหนือ แต่ในบริเวณแถบใต้เส้นศูนย์สูตรอย่างทวีปออสเตรเลีย หรือเกาะต่างๆ ในมหาสมุทรรวมทั้งแอฟริกาใต้ ไม่เคยมีปรากฏว่ามีกุหลาบป่าเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเลย

ดอกกุหลาบ                ตามประวัติศาสตร์เล่าว่า กุหลาบป่าถูกนำมาปลูกไว้ในพระราชวังของจักรพรรดิจีน ในสมัยราชวงศ์ฮั่นราว 5,000 ปีมาแล้ว ขณะที่อียิปต์เองก็ปลูกกุหลาบเป็นไม้ดอก ส่งไปขายให้แก่ชาวโรมัน ชาวโรมันเป็นชาติที่รักดอกกุหลาบมากถึงจะสั่งซื้อจากประเทศอียิปต์แล้ว ยังลงทุนสร้างเนอร์สเซอรี่ขนาดใหญ่สำหรับปลูกดอกกุหลาบอีกด้วย สำหรับชาวโรมันแล้วเรียกได้ว่าดอกกุหลาบมีความสำคัญกับชีวิตประจำวัน เพราะชาวโรมันถือว่าดอกกุหลาบเป็นสัญลักษณ์ของความรัก ซึ่งเป็นทั้งของขวัญ เป็นดอกไม้สำหรับทำเป็นมาลัยต้อนรับแขก เป็นดอกไม้สำหรับงานเฉลิมฉลองต่างๆ ใช้เป็นส่วนประกอบสำหรับทำขนม ทำไวน์ ส่วนน้ำมันกุหลาบยังใช้ทำเป็นยาได้อีกด้วย

               กุหลาบถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักและความโรแมนติก ซึ่งมีบางตำนานเล่าว่า ดอกกุหลาบเป็นเสมือนเครื่องหมายแทนการกำเนิดของ เทพธิดาวีนัส ซึ่งเป็นเทพแห่งความงาม และความรัก วีนัสเป็นที่รู้จักกันในชื่อ อโฟรไดท์ ในตำนานเทพของกรีกได้กล่าวไว้ว่า น้ำตาของเธอหยดลงปะปนกับเลือดของ อคอนิส คนรักของเธอที่ถูกหมูป่าฆ่า เลือดและน้ำตาหยดลงสู่พื้นแล้วกลายเป็นดอกไม้สีแดงเข้มหรือดอกกุหลาบนั่นเอง แต่บางตำนานก็เล่าว่าดอกกุหลาบเกิดจากเลือดของ อโฟรไดท์ เองที่หยดลงสู่พื้น เมื่อเธอแทงตัวเองด้วยหนามแหลม

ดอกกุหลาบ                บางตำนานกล่าวว่ากุหลาบเกิดจากการชุมนุมของ บรรดาทวยเทพ เพื่อประทานชีวิตใหม่ให้กับนางกินรีนางหนึ่ง ซึ่งเทพธิดาแห่งบุปผาชาติ หรือ คลอริส บังเอิญไปพบนางนอนสิ้นชีพอยู่ ในตำนานนี้กล่าวว่า อโฟรไดท์ เป็นเทพผู้ประทานความงามให้ มีเทพอีกสามองค์ประทานความสดใส เสน่ห์ และความน่าอภิรมย์ และมี เซไฟรัส ซึ่งเป็นลมตะวันตกได้ช่วยพัดกลุ่มเมฆ เพื่อเปิดฟ้าให้กับแสงของเทพ อพอลโล หรือแสงอาทิตย์ส่องลงมาเพื่อประทานพรอมตะ จากนั้น ไดโอนีเซียส เทพเจ้าแห่งเหล้าองุ่นก็ประทานน้ำอมฤต และกลิ่นหอม เมื่อสร้างบุปผาชาติดอกใหม่นี้ขึ้นมาได้แล้ว เทพทั้งหลายก็เรียกดอกไม้ซึ่งมีกลิ่นหอมและทรงเสน่ห์นี้ว่า Rosa จากนั้น เทพธิดาคลอริส ก็รวบรวมหยดน้ำค้างมาประดับเป็นมงกุฎ เพื่อมอบให้ดอกไม้นี้เป็นราชินีแห่งบุปผาชาติทั้งมวล จากนั้นก็ประทานดอกกุหลาบให้กับเทพ อีโรส ซึ่งเป็นเทพแห่งความรัก กุหลาบจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความรัก แล้วเทพ อีโรส ก็ประทานกุหลาบนี้ให้แก่ ฮาร์โพเครติส ซึ่งเป็นเทพแห่งความเงียบ เพื่อที่จะเก็บซ่อนความอ่อนแอของทวยเทพทั้งหลาย ดอกกุหลาบจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเงียบและความเร้นลับอีกอย่างหนึ่ง

               กุหลาบกลายเป็นของขวัญ ของกำนัลสำหรับการแสดงความรัก และมักจะมีผู้เปรียบเทียบความงามของผู้หญิงเป็นเสมือนดอกกุหลาบ และผู้หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์โลกที่ได้รับสมญาว่าเป็นผู้หญิงงามเสมือนดอก กุหลาบคือ พระนางคลีโอพัตรา ซึ่งพระนางยังได้เคยต้อนรับ มาร์ค แอนโทนี คนรักของพระนาง ในห้องซึ่งโรยด้วยดอกกุหลาบหนาถึง 18 นิ้ว หอมฟุ้งไปด้วยกลิ่นกุหลาบ

 

ดอกกุหลาบตำนานดอกกุหลาบในเมืองไทย

               กุหลาบมาจากคำว่า "คุล" ในภาษาเปอร์เชีย แปลว่า "สีแดง ดอกไม้ หรือดอกกุหลาบ" และเข้าใจว่าจากเปอร์เซียได้แพร่เข้าไปในอินเดีย เพราะในภาษาฮินดีมีคำว่า "คุล" แปลว่า "ดอกไม้" และคำว่า "คุลาพ" หมายถึงกุหลาบอย่างที่ไทยเราเรียกกัน แต่ออกเสียงเป็น "กุหลาบ"  ส่วนคำว่า "Rose" ในภาษาอังกฤษนั้นมาจากคำว่า "Rhodon" ที่แปลว่ากุหลาบในภาษากรีก

ดอกกุหลาบ                กุหลาบเข้ามาเมืองไทยสมัยใดไม่ทราบแน่ชัด แต่จากบันทึกของ ลา ลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศสในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช บันทึกไว้ว่าได้เห็นกุหลาบที่กรุงศรีอยุธยา และที่แน่นอนอีกแห่งก็คือ ในกาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศกสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นพระนิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ กล่าวถึงกุหลาบไว้ว่า

        กุหลาบกลิ่นเฟื่องฟุ้ง
หอมรื่นชื่นชมสอง
นึกกระทงใส่พานทอง
หยิบรอจมูกเจ้า

 

เนืองนอง
สังวาส
ก่ำเก้า
บ่ายหน้าเบือนเสีย

               สำหรับตำนานดอกกุหลาบของไทยเล่ากันว่า เป็นบทละครพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 6 เรื่อง มัทนะพาธา ในเรื่องเล่าถึงเทพธิดาองค์หนึ่งชื่อ "มัทนา" ซึ่งนางได้มีเทพบุตรองค์หนึ่งชื่อ "สุเทษณะ" ซึ่งพระองค์ทรงหลงรักเทพธิดา "มัทนา" มากแต่นางไม่มีใจรักตอบ จึงถูกสาบให้ไปเกิดเป็นดอกกุหลาบ จึงกลายเป็นตำนานดอกกุหลาบแต่นั้นมา

กุหลาบกุหลาบขาว กับ กุหลาบแดง สีไหนเกิดก่อน ?

               มีหลายตำนานเล่าถึงการเกิดกุหลาบสีขาวและกุหลาบสี แดงไว้แตกต่างกัน ตำนานหนึ่งเล่าว่า กุหลาบขาว เกิดขึ้นก่อน กุหลาบแดง เดิมทีมีนกไนติงเกลตัวหนึ่งมาหลงรักเจ้าดอกกุหลาบขาวแสนสวย ขณะที่มันกำลังจะโอบกอดดอกกุหลาบด้วยความรักนั้นเอง หนามกุหลาบก็ทิ่มแทงที่หน้าอกของมัน หยดเลือดของเจ้านกไนติงเกลเลยทำให้ดอกกุหลาบสีขาวกลายเป็นสีแดง เลยมีดอกกุหลาบสีแดงนับแต่นั้นเป็นต้นมา ส่วนอีกตำนานหนึ่งก็เล่าว่ากุหลาบสีแดงใน สวนอีเดน เกิดจาการจุมพิตของ อีฟ เจ้าดอกกุหลาบขาวที่หญิงสาวจุมพิต เลยเกิดอาการขวยเขินจึงเปลี่ยนเป็นสีแดง

               นอกจากนี้ ความหมายของความรักในศาสนาคริสต์ ถือว่ากุหลาบสีขาวแทนความบริสุทธิ์ของ พระแม่มาเรีย และกุหลาบสีแดงเกิดจากหยาดพระโลหิตของ พระเยซูเจ้า เมื่อถูกสวมมงกุฎหนาม มันจึงเป็นสัญลักษณ์ของผู้ประกาศศาสนาที่พลีชีพเพื่อพระผู้เป็นเจ้า

กุหลาบสีกุหลาบสื่อความหมาย

               ในวันวาเลนไทน์ ซึ่งเป็นวันแห่งความรัก ดอกกุหลาบถือเป็นสัญลักษณ์ และของกำนัลของวันนี้ ดังนั้นเวลาที่คิดจะให้ดอกกุหลาบแก่ใครสักคน เราก็น่าจะรู้ความหมายของสีอันเป็นสื่อความหมายของดอกกุหลาบไว้บ้างก็น่าจะ ดี ซึ่งก็จะมีความดังนี้

  • สีแดง สื่อความหมายถึง ความรักและความปรารถนา เป็นดอกไม้ของกามเทพ คิวปิด และอีรอส เป็นสิ่งนำโชคนำความรักมาให้แก่หญิงหรือชายที่ได้รับ
  • สีชมพู สื่อความหมายถึง ความรักที่มีความสุขอย่างสมบูรณ์
  • สีขาว สื่อความหมายถึง ความมีเสน่ห์ ความบริสุทธิ์ มิตรภาพ และความสงบเงียบ และนำโชคมาให้แก่หญิงหรือชายเช่นเดียวกับกุหลาบแดง
  • ดอกกุหลาบสีเหลือง สื่อความหมายถึง เราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเสมอนะ
  • สีขาวและแดง สื่อความหมายถึง ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
  • กุหลาบตูม สื่อความหมายถึง ความงามและความเยาว์วัย

ดอกกุหลาบช่อกุหลาบสื่อความหมาย

               จำนวนดอกกุหลาบในช่อก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สื่อ ความหมายได้เช่นกัน และในวันวาเลนไทน์หรือวันไหนๆ ถ้าคุณได้ช่อดอกกุหลาบจากใครสักคน เค้าคนนั้นอาจกำลังต้องการสื่อความหมายอะไรบางอย่างให้คุณรู้ก็เป็นได้

จำนวนดอก กุหลาบ
1
2
3
7
9
10
11
12
13
15
20
21
36
40
99
100
101
108
999

ความหมาย
รักแรกพบ
แสดงความรู้สึกที่ดีให้กัน
ฉันรักเธอ
คุณทำให้ฉันหลงเสน่ห์
เราสองคนจะรักกันตลอดไป
คุณเป็นคนที่ดีเลิศ
คุณเป็นสมบัติชิ้นที่มีค่าชิ้นเดียวของฉัน
ขอให้เธอเป็นคู่ของฉันเพียงคนเดียว
เพื่อนแท้เสมอ
ฉันรู้สึกเสียใจจริงๆ
ฉันมีความจริงใจต่อเธอ
ชีวิตินี้ฉันมอบเพื่อเธอ
ฉันยังจำความหลังอันแสนหวาน
ความรักของฉันเป็นรักแท้
ฉันรักเธอจนวันตาย
ฉันอุทิศชีวิตนี้เพื่อเธอ
ฉันมีคุณเพียงคนเดียวเท่านั้น
คุณจะแต่งงานกับฉันไหม
ฉันจะรักคุณจนวินาทีสุดท้าย

วันอาทิตย์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2553

สมดุล

สภาพ สมดุล (Equilibrium) คือ สมดุลที่เกิดขึ้นในขณะที่

วัตถุอยู่ในสภาพ นิ่ง หรือเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงตัว


สมดุลสัมบูรณ์
absolute equilibrium

สภาวะที่วัตถุที่อยู่ทั้งในสมดุลต่อการเลื่อนที่ และสมดุลต่อการหมุน

สมดุล ของแรง 3 แรงเมื่อมีแรง 3 กระทำต่อวัตถุ วัตถุจะสมดุลได้จะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขคือ
1. แรงทั้งสามต้องอยู่ในระนาบเดียวกัน
2. แรงลัพธ์ = 0
3. แนวแรงทั้งสามต้องพบกันที่จุดเดียวกัน

โมเมนต์ ของแรงคู่ควบ
moment of couple

โมเมนต์ของแรงคู่ควบใด ๆ มีขนาดเท่ากับผลคูณของแรงใดแรงหนึ่งกับระยะทางตั้งฉากระหว่างแนวแรงทั้งสอง ซึ่งทิศการหมุนขึ้นอยู่กับทิศของแรงคู่ควบนั้น


เสถียรภาพของ สมดุล(Stability of balance)

เสถียรภาพของสมดุล เสถียรภาพของสมดุลสามารถแบ่งได้ดังนี้
1.สมดุลเสถียร คือสภาพสมดุลของวัตถุซึ่งมีลักษณะที่วัตถุสามารถกลับสู่สภาพสมดุลที่ตำแหน่ง เดิมได้ โดยเมื่อแรงกระทำกับวัตถุที่อยู่ในสมดุลเสถียร จุดศูนย์ถ่วงจะอยู่สูงกว่าระดับเดิม แต่เมื่อเอาแรงออก วัตถุจะกลับสภาพเดิม
2. สมดุลสะเทิน คือสภาพสมดุลของวัตถุที่อยู่ในลักษณะสามารถคงสภาพสมดุลอยู่ได้ โดยมีตำแหน่งสมดุลที่เปลี่ยนไป
3. สมดุลไม่เสถียร คือ สภาพสมดุลของวัตถุที่อยู่ในลักษณะที่ไม่สามารถกลับสู่สภาพเดิมได้


วันศุกร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น

  ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น

     ผลจากการศึกษา  ของมหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนีย  รัฐซานฟรานซิสโก  ประเทศสหรัฐอเมริกา  พบว่าประมาณ 2  ใน  3  ของเด็กวัย 13- 20  ปี มีเพศสัมพันธ์ก่อนจบมัธยมศึกษาและประมาณ  1 ใน 4  ของเด็กที่อยู่ปีสุดท้ายของไฮสคูล จะมีคู่นอนสล้บเปลี่ยนกันถึง  4 คน และโดยเฉลี่ยแล้ว เด็กผู้หญิงอเมริกัน เริ่มมีเพศสัมพันธ์เมื่ออายุ  16 ปี และเด็กผู้ชายเริ่มมีเพศสัมพันธ์ ตั้งแต่อายุ  15  ปีครึ่ง   สาเหตุของการมีเพศสัมพันธ์ได้แก่

 1.  การตกหลุมรักจนหมดใจ

 2.  การอยากทดลอง

 3.  การต้องการพิสูจน์ประสิทธิภาพทางเพศของตัวเอง

 4.  ต้องการแสดงความเป็นผู้ใหญ่

 5.  ต้องการมีคู่รักหลายคน เพื่อสร้างความมั่นใจให้ตนเอง ว่าตนมีเสน่ห์

 

แอคเซส Access

แอคเซส Access

แอคเซส Access


แอคเซส Access ไมโครซอฟท์ แอคเซส (อังกฤษ: Microsoft Access) เป็นโปรแกรมประเภทโปรแกรมจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ ที่ทำกันในสำนักงาน หรือองค์กรขนาดเล็ก
ซึ่งสามารถเก็บข้อมูล ประมวลผลข้อมูล ออกแบบฟอร์มเก็บข้อมูล ออกแบบแบบสอบถาม (Query) ออกแบบและพิมพ์รายงาน จัดทำเว็บไซต์ในการรับ/ส่ง ข้อมูล (มีถึง ไมโครซอฟท์ แอคเซส รุ่น 2003) และยังสามารถเขียนกลุ่มโปรแกรม (แมโคร และ มอดูล) ของ วิชวลเบสิก เพื่อใช้ในการทำงานได้ และสามารถเชื่อมต่อกับฐานข้อมูล Microsoft SQL Server ได้ด้วย     [ Home ]
[Image] คำอธิบายรายวิชา
[Image] กำหนดการจัดการเรียนรู้
[Image] แผนการสอน
[Image] ใบความรู้
ฐานข้อมูลเบื้องต้น การสร้างฐานข้อมูล ชนิดของข้อมูล การสร้างตาราง Table แบบสอบถาม Query การสร้างฟอร์ม Form ออกแบบฟอร์ม การสร้างรายงาน [Image] แบบฝึกหัด
[Image] ตัวอย่างไฟล์งาน
[Image] ตัวอย่างข้อสอบ
http://www.pbps.ac.th/e_learning/access/main.html